สำหรับหลายครอบครัว การส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกาถือเป็นการลงทุนด้านการศึกษาที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง โดยเฉพาะค่าเล่าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจมีมูลค่าหลายล้านบาทตลอดหลักสูตร
อย่างไรก็ตาม หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา คือ สถานะการพำนักในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างนักเรียนต่างชาติที่ถือวีซ่า F-1 กับผู้ถือ Green Card ที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์การได้รับอัตราค่าเล่าเรียนสำหรับผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐ (In-State Tuition)
การได้รับ Green Card ผ่านโครงการ EB-3 จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำหรับครอบครัวที่กำลังวางแผนย้ายถิ่นฐานและเตรียมอนาคตด้านการศึกษาให้กับบุตรหลานในระยะยาว
เปรียบเทียบค่าเทอมมหาวิทยาลัยรัฐในสหรัฐอเมริกา ระหว่างนักเรียนต่างชาติและผู้ถือ Green Card
มหาวิทยาลัยรัฐในสหรัฐอเมริกา เช่น มหาวิทยาลัยในระบบ University of California (UC System) และ State Universities มีการกำหนดอัตราค่าเล่าเรียนแตกต่างกันตามสถานะและคุณสมบัติด้านถิ่นที่อยู่ของนักศึกษา
ตัวอย่างตัวเลขประมาณการค่าเล่าเรียนที่ใช้เปรียบเทียบ มีดังนี้
ประเภทนักศึกษา นักเรียนต่างชาติ (วีซ่า F-1) ค่าเล่าเรียนต่อปี (USD) 40,000–50,000
ประเภทนักศึกษา ผู้ถือ Green Card ที่มีคุณสมบัติรับ In-State Tuition ค่าเล่าเรียนต่อปี (USD) 12,000–15,000
จากตัวเลขเปรียบเทียบดังกล่าว นักศึกษาที่มีคุณสมบัติได้รับอัตรา In-State Tuition อาจสามารถประหยัดค่าเล่าเรียนได้ประมาณ 35,000 ต่อปี หรือราว 900,000–1,200,000 บาทต่อปี ตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ประมาณการ
หากพิจารณาตลอดหลักสูตรระดับปริญญาตรี 4 ปี ส่วนต่างของค่าเล่าเรียนอาจคิดเป็นเงินหลายล้านบาท และในกรณีที่มีส่วนต่างของค่าเล่าเรียนอยู่ในระดับสูง อาจประหยัดได้ในระดับประมาณ 4–5 ล้านบาทตลอดหลักสูตร
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวอย่างเพื่อประกอบการวางแผน ไม่ใช่อัตราค่าเล่าเรียนที่ใช้กับทุกมหาวิทยาลัย โดยค่าใช้จ่ายจริงจะแตกต่างกันตามมหาวิทยาลัย รัฐ และปีการศึกษา
นอกจากนี้ การถือ Green Card ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับสิทธิ์ In-State Tuition โดยอัตโนมัติ เนื่องจากแต่ละรัฐและมหาวิทยาลัยมีหลักเกณฑ์การพิจารณาถิ่นที่อยู่สำหรับค่าเล่าเรียน (Residency Requirements) ที่ต้องปฏิบัติตาม
ผู้ถือ Green Card กับสิทธิ์สมัครรับความช่วยเหลือทางการเงินผ่าน FAFSA
นอกจากโอกาสในการลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาแล้ว ผู้ถือ Green Card ยังมีคุณสมบัติด้านสถานะการเข้าเมืองที่สามารถสมัครรับความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อการศึกษาจากรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาได้
ตามหลักเกณฑ์ของ U.S. Department of Education ผู้ถือ Green Card หรือผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (Lawful Permanent Resident) จัดอยู่ในกลุ่ม Eligible Noncitizen ซึ่งสามารถยื่นแบบฟอร์ม Free Application for Federal Student Aid (FAFSA) เพื่อพิจารณารับความช่วยเหลือทางการเงินได้ หากมีคุณสมบัติครบตามเงื่อนไขของแต่ละโครงการ
ความช่วยเหลือทางการเงินหลักที่สามารถสมัครรับการพิจารณาผ่าน FAFSA มี 3 ประเภท ได้แก่
1. Federal Pell Grant – ทุนการศึกษาแบบให้เปล่า
Federal Pell Grant เป็นเงินช่วยเหลือด้านการศึกษาจากรัฐบาลกลาง สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีคุณสมบัติและความจำเป็นทางการเงินตามเกณฑ์ที่กำหนด
จุดเด่นของทุนประเภทนี้คือ เป็นเงินช่วยเหลือที่โดยทั่วไปไม่ต้องชำระคืน จึงสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักศึกษาและครอบครัวได้
2. Federal Work-Study – โครงการทำงานระหว่างเรียน
Federal Work-Study เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ได้รับรายได้จากการทำงานพิเศษระหว่างศึกษา
งานที่เข้าร่วมโครงการอาจเป็นงานภายในมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานภายนอกที่เข้าร่วมโครงการ โดยนักศึกษาจะได้รับค่าตอบแทนจากการทำงานตามเงื่อนไขที่กำหนด
โครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้นักศึกษามีรายได้สำหรับแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายระหว่างเรียน ทั้งนี้ การได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการและตำแหน่งงานขึ้นอยู่กับคุณสมบัติและจำนวนตำแหน่งที่เปิดรับ
3. Federal Student Loans – เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาจากรัฐบาลกลาง
Federal Student Loans เป็นโครงการเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา สำหรับนักศึกษาที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์
เงินกู้ประเภทนี้มีอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขการชำระคืนตามที่รัฐบาลกลางกำหนด ซึ่งแตกต่างกันตามประเภทของเงินกู้และปีการศึกษา
จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้นักศึกษาและครอบครัวสามารถวางแผนค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาได้
ทั้งนี้ การยื่น FAFSA เป็นการสมัครเพื่อรับการพิจารณาความช่วยเหลือทางการเงิน ไม่ได้หมายความว่าผู้สมัครทุกคนจะได้รับทุนหรือเงินกู้โดยอัตโนมัติ โดยผลการพิจารณาขึ้นอยู่กับคุณสมบัติ ความจำเป็นทางการเงิน และเงื่อนไขของแต่ละโครงการ
EB-3 กับการลงทุนเพื่ออนาคตด้านการศึกษาของครอบครัว
การได้รับ Green Card ผ่านโครงการ EB-3 ไม่ได้เป็นเพียงโอกาสในการย้ายถิ่นฐานไปทำงานและใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนอนาคตด้านการศึกษาให้กับบุตรหลานด้วย
สำหรับครอบครัวที่มีบุตรหลานกำลังเตรียมเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย การมีสถานะผู้พำนักถาวรสามารถเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านการศึกษา ทั้งการพิจารณาอัตราค่าเล่าเรียนสำหรับผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐ และการสมัครรับความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาลกลาง หากมีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ที่กำหนด
ดังนั้น การวางแผนขอ Green Card ผ่านโครงการ EB-3 จึงอาจถือเป็น Strategic Investment หรือการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่ออนาคตของครอบครัว ที่สามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับบางครอบครัว ผลประโยชน์ด้านค่าเล่าเรียนอาจเริ่มเห็นได้ตั้งแต่ปีแรกที่บุตรหลานเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย หากมีคุณสมบัติได้รับสิทธิ์ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด
วางแผนอนาคตการศึกษาของบุตรหลานผ่านโครงการ EB-3 กับ KPB International
สำหรับครอบครัวที่กำลังวางแผนย้ายถิ่นฐานไปใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกา และต้องการเตรียมความพร้อมด้านการศึกษาให้กับบุตรหลาน การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ EB-3 และสิทธิประโยชน์ของผู้ถือ Green Card ถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญในการวางแผนอนาคต
ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อ KPB International เพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการสมัครโครงการ EB-3 และประเมินคุณสมบัติเบื้องต้นได้
ที่มาอ้างอิง
หน่วยงาน: U.S. Department of Education (Federal Student Aid)
กฎหมาย/ระเบียบ: Higher Education Act of 1965 (HEA), Title IV
เอกสารอ้างอิง: Federal Student Aid Handbook – Eligibility for Non-U.S. Citizens (ระบุว่าผู้ถือ Permanent Resident Card Form I-551 มีสิทธิ์ยื่น FAFSA รับทุน Pell Grant และ Federal Loans เทียบเท่าพลเมืองสหรัฐอเมริกา)
ข้อมูล ณ วันที่ 14 ตุลาคม 2025





